Uncategorized

ประวัติ โรเมลู ลูกากู

โรเมลู ลูกากู

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลูกากู

 

ประวัติ โรเมลู ลูกากู

ชื่อ : โรเมลู ลูกากู เชื้อชาติ : เบลเยี่ยม
วันเกิด : 13 พฤษภาคม 1993 อายุ : 22 ปี
สถานที่เกิด : แอนท์เวิร์ป , เบลเยี่ยม

กองหน้า สโมสร : แมนยู

ลูกากู เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมท้องถิ่นในบ้านเกิดอย่าง รูเปล บูม ก่อนที่เขาจะได้ไปอยู่กับ เลียร์เซ่ และได้กลายไปเป็นนักเตะอาชีพกับทางด้านสโมสร อันเดอร์เลช ในปี 2006 โรเมลู ลูกากู กลายไปเป็นนักเตะอาชีพตั้งแต่ที่เขามีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้นและกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดในลีกเบลเยี่ยมในฤดูกาล 2009-2010 จนพา อันเดอร์เลช คว้าแชมป์ เบลเยี่ยม แชมเปี้ยนชิพ ได้สำเร็จ
ในปี 2009 โรงเรียนของเขาได้พามาเยี่ยมชมสนาม สแตมฟอร์ด บริดจ์ ของ เชลซี ซึ่ง ลูกากู ถึงกับสบถออกมาว่า ”นี่มันสนามอะไรกัน” และกล่าวต่อไปว่า ”

ถ้าวันนึงผมได้มาใช้ชีวิตที่นี่ ผมคงรู้สึกดีใจจนน้ำตาไหลแน่นอน มันจะเป็นเรื่องที่ดีมากๆหากผมได้ลงเล่นที่นี่” ก่อนที่จะปิดท้ายว่า ”ผมโคตรรักเชลซี”
ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความรักที่มีต่อ เชลซี ขนาดหนักของเขา ทำให้ฮีโร่ในดวงใจของ ลูกากู ไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นก็คือ ดิดิเยร์ ดร็อคบา นั่นเอง พฤษภาคม 2014 ลูกากู มีชื่อติดทีมชาติ เบลเยี่ยม ไปลุยศึก เวิลด์คัพ 2014 ด้วย 26 พฤษภาคม 2014 ลูกากู สามารถกดแฮตทริคแรกในทีมชาติได้สำเร็จซึ่งเป็นเกมอุ่นเครื่องก่อนลุยบอลโลกโดยสามารถยิงใส่ ลักแซมเบิร์ก ไปได้
ฟุตบอลโลก 2014 ลูกากู ประเดิมด้วยการลงสนามพบกับ แอลจีเรีย แต่ทว่าก็โดนเปลี่ยนตัวออกไปในนาทีที่ 58 ของเกม โดยเป็น ดิวอค โอริกี ที่ถูกส่งลงสนามแทน ในเกมกับ สหรัฐฯ รอบ 16 ทีมสุดท้าย ลูกากู ถูกส่งลงมาในฐานะตัวสำรอง และ แอสซิสต์ ให้กับ เควิน เดอ บรุนย์ ได้สำเร็จ ทำให้ เบลเยี่ยม ออกนำไปก่อนในช่วงต่อเวลาพิเศษ

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

ก่อนที่ ลูกากู จะยิงประตูแรกในรายการนี้และปิดกล่องให้ เบลเยี่ยม เอาชนะ ไปได้ 2-1 โรเมลู
ลูกากู ลงสนามไปทั้งหมด 42 เกมและยิงได้ 11 ลูกด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตัดสินใจทุ่มเงินสูงถึง 75 ล้านปอนด์ คว้าตัว ลูกากู เข้ามาเสริมคมในแดนหน้า ซึ่งเจ้าตัวก็เลือกสวมใส่เสื้อแข่งหมายเลข 9 ที่ถูกเว้นว่างไว้จาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ก่อนที่จะประเดิมสนามในเกมลีกกับทีมปีศาจแดงได้อย่างสวยหรูด้วยการยิงถึง 2 ประตู

ในระดับทีมชาติ ลูกากู เริ่มติดทีมชาติเบลเยียมมาตั้งแต่ปลายปี 2010 ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติมาจนถึงทุกวันนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Back To Top