จังหวัดพิษณุโลก
Uncategorized

ประวัติจังหวัดพิษณุโลก

จังหวัดพิษณุโลก

 

จังหวัดพิษณุโลก

 

ความเป็นมา

   เดิมเมืองพิษณุโลกเป็นเมืองเก่าสมัยขอมอยู่ห่างจากที่ตั้งเมืองปัจจุบัน ลงไปทางทิศใต้ ประมาณ 5 กิโลเมตร เรียกว่า” เมืองสองแคว ” เหตุที่เรียกเช่นนี้ เพราะตั้ง อยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย คือแม่น้ำน่ากับแม่น้ำแควน้อยแต่ปัจจุบันแม่น้ำแควน้อยเปลี่ยน ทางเดิน ห่างออกจากตัวเมืองไปประมาณ 10 กิโลเมตร ที่ตั้งตัวเมืองเก่าในปัจจุบัน คือ บริเวณ วัดจุฬามณี

ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของพิษณุโลกต่อมา เมื่อประมาณพุทธศักราช 1900 สมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา(ลิไท)ได้โปรด ให้ย้ายเมืองสองแคว มาตั้งอยู่ ณ บริเวณตัวเมืองในปัจจุบัน และยังคง เรียกกันติดปากว่า เมืองสองแคว เรื่อยมา

สมัยก่อนกรุงสุโขทัย

   ก่อนราชวงศ์พระร่วง ซึ่งมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นต้นราชวงศ์ขึ้นครองกรุงสุโขทัย เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ราชวงศ์ที่มีอำนาจ ครอบคลุมดินแดนแถบนี้คือ ราชวงศ์ศรีนาว- นำถม พ่อขุนศรีนาวนำถม เสวยราชเมืองเชลียง ตั้งแต่ราว พ.ศ.1762 พระองค์ทรง มีโอรส 2 พระองค์ ได้แก่ พ่อขุนผาเมืองครองเมืองราด และพระยาคำแหงพระรามครองเมืองพิษณุโลก

ภายหลังพ่อขุนศรีนาวนำถมสิ้นพระชนม์ ขอมสมาดโขนลำพง เข้ายึด เมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัยไว้ได้ พ่อขุนผาเมืองและ พระสหาย คือพ่อขุนบางกลางหาว ร่วมกัน ปราบปรามจนได้ชัยชนะ พ่อขุนผาเมือง จึงยกเมืองสุโขทัย ให้ขุนบางกลางหาว ตั้งราชวงศ์พระร่วงครองเมืองสุโขทัยและ ได้เฉลิมพระนามเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์

สมัยกรุงสุโขทัย

   เมืองสองแคว(พิษณุโลก)อยู่ในอำนาจของราชวงศ์ผาเมือง จนกระทั่งในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จึงได้ยึดเมืองสองแคว ซึ่งเดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณา จักรสุโขทัย ครั้นสมัย พระมหา ธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ได้เสด็จมาประทับทีเมืองสองแคว พระองค์ท่าน ได้เอาพระทัยใส่ทำนุบำรุงนำความเจริญเป็นอย่างยิ่ง เช่น การสร้าง เหมือง ฝาย สนับสนุนให้มีการขยายพื้นท่เพราะปลูก สร้างทางคมนาคม จากเมืองพิษณุโลก ไปเมืองสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้มีการสร้าง พระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี พระศรีศาสดา เพื่อประดิษฐานไว้ใน พระวิหารพระศรีรัตนมหาธาตุ

 

 

สมัยกรุงศรีอยุธยา

   พิษณุโลกสมัยอยุธยา มีความสำคัญยิ่งทางด้านการเมือง การปกครองยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม พิษณุโลกเป็นราชธานีในรัชสมัยสมเด็จ พระบรม ไตรโลกนาถ ตั้งแต่ พ.ศ.200-2031 รวม 25 ปี นับว่าระยะนี้เป็นยุคทองของ พิษณุโลก

   ในสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ครั้งดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช ณ เมืองพิษณุโลก ระหว่าง พ.ศ.2112-2133 ได้ทรงปลุกสำนึกให้ชาวพิษณุโลก เป็นนัก กอบกู้เอกราชเพื่อชาติไทย ทรงสถาปนาพิษณุโลกเป็นเมืองเอก เป็นการประสานต่อ ความเจริญรุ่งเรืองจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันในด้านเศรษฐกิจเนื่องจากพิษณุโลก ตั้งอยู่บนเส้นทางระหว่างรัฐ ทางเหนือคือ ล้านนาและกรุงศรีอยุธยาทางใต้ ความสัมพันธ์ ระหว่าง รัฐทั้งสองบางครั้ง เป็นไมตรี กันบางครั้งขัดแย้งกันทำสงครามต่อกัน มีผลให้เมืองพิษณุโลกได้รับอิทธิพลทาง วัฒนธรรมประเพณีทั้ง 2 รัฐ

โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ พิษณุโลกเป็นเส้นทาง สิ้นค้า ของป่า และผลิตผลทางการเกษตร รวมทั้งเครื่องถ้วย โดยอาศัยการคมนาคม ผ่านลำน้ำ น่านสู่กรุงศรีอยุธยา ซึ่งขณะนั้นเป็นศูนย์กลางของการค้า นานาชาติแห่งหนึ่ง ในภูมิภาค เอเซียตะวันตกเฉียงใต้ ในปัจจุบัน ที่พิษณุโลก มีหลักฐานชัดเจนว่า เป็นแหล่งผลิต

เครื่องถ้วยคุณภาพดีซึ่งมีอยู่ทั่วไปบริเวณฝั่งแม่น้ำน่านและแม่น้ำแควน้อย โดยเฉพาะ ที่วัดชีประขาวหาย พบเตาเผาเครื่องถ้วยเป็นจำนวนมาก พร้อมเครื่องถ้วยจำพวกโอ่ง อ่าง ไห ฯลฯ เครื่องถ้วยเหล่านี้ นอกจาก จะใช้ในท้องถิ่น แล้วยังเป็นสินค้าส่งออก ไปขาย ต่างประเทศด้วยวินิจฉัยว่าน่าจะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในสมัย พระบรมไตรโลกนาถ นับว่าเมืองพิษณุโลกมีความ สำคัญยิ่ง ทางเศรษฐกิจ

คือเป็นแหล่งทรัพยากรของกรุงศรีอยุธยา ด้านการปกครอง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ จัดระเบียบการปกครอง ที่เรียกว่า จตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา มีอัครเสนาบดี เป็นผู้ช่วย ในการบริหารงานคือ สมุหกลาโหม สมุหนายกหัวเมืองฝ่ายใต้อยู่ในความ ดูแลของ สมุหกลาโหม

และหัวเมืองชายทะเลอยู่ในความดูแลของกรมท่า ด้านศาสนา แม้ว่าเมืองพิษณุโลกจะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ในสงคราม ระหว่าง อาณาจักรล้านนา-อยุธยาและพม่า-กรุงศรีอยุธยา มาตลอดแต่การพระศาสนา ก็มิได้ ถูกละเลย ดังปรากฏหลักฐานทาง โบราณวัตถุโบราณสถาน ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า พระพุทธรูป และวัด ปรากฏในปัจจุบันเช่น พระพุทธชินราช พระพุทธชินศรี พระศรีศาสดา วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร(วัดใหญ่)วัดจุฬามณี วัดอรัญญิก วัดนางพญา วัดราชบูรณะ และวัดเจดีย์ยอดทองเป็นต้น ล้วนเป็น ศิลปวัฒนธรรม

สมัยกรุงศรีอยุธยา หรือมิฉะนั้นก็ได้มีการ บูรณะ ปฏิสังขรณ์ของเดิม ที่มีมาครั้ง กรุงสุโขทัย แสดงว่าด้านพระศาสนา ได้มีการบำรุงมาโดยตลอดในรัชการสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคาร วัดจุฬามณีขึ้นในปี พ.ศ.2007 และพระองค์ได้ทรงสละราชสมบัติออกผนวช ณ วัดจุฬามณี อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ.2008 เป็นเวลา 8 เดือน 15 วัน มีข้าราช

บริพาร ตามเสด็จออกบวชถึง 2,348 รูป และในปี พ.ศ.2025 ทรงมีพระบรมราชโองการให้บูรณะ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ และให้มีการสมโภชถึง 15 วัน พร้อมกัน นั้นได้ โปรดให้นักปราชญ์ราชบัญฑิตแต่งมหาชาติคำหลวงจบ 13 กัณฑ์ บริบูรณ์ด้วย ต่อมาในสมัยรัชการสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ทรงสร้างรอยพระบาทจำลอง เมื่อ พ.ศ.2222 และโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานไว้ ณ วัดจุฬามณี

พร้อมทั้งจารึกเหตุการณ์ สำคัญทาง ศาสนาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถไว้บนแผ่นศิลาด้วย ด้านวรรณกรรมหนังสือมหาชาติคำหลวงได้รับการยกย่องจากวงวรรณกรรม ว่าเป็นวรรณคดีโบราณ ชั้นเยี่ยม นอกจากนี้ยังมี วรรณคดีสำคัญที่ นักปราชญ์เชื่อว่า

นิพนธ์ขึ้นใน รัชสมัยสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถ เช่น ลิลิตญวนพ่ายลิลิตพระลอ โคลงทวาทศมาศ และกำศรวลศรีปราชญ์ เป็นต้นเมืองพิษณุโลกในสมัยอยุธยาเคยเป็นทั้งราชธานี เมืองลูกหลวง และเมืองเอกฉะนั้นจึงได้รับความอุปถัมภ์ทะนุบำรุงในทุกๆ ด้านสืบต่อกันมานอกจากบางระยะ เวลาที่พิษณุโลกอยู่มนสภาวะสงคราม โดยเฉพาะสงครามเสียกรุงศรีอยุธยา ทั้ง 2 ครั้ง ความรุ่งเรืองที่เคยปรากฏก็ถดถอยลงบ้างแต่ในที่สุดก็หล่อหลอมเป็นวัฒนธรรม ของชาวไทย มาจนถึงปัจจุบัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Back To Top