บอย โกสิยพงษ์
Uncategorized

บอย โกสิยพงษ์

บอย โกสิยพงษ์

 

บอย โกสิยพงษ์

 

กว่าจะได้รับฉายาว่าเป็น ‘เจ้าพ่อเพลงรัก’ หนทางของเขาก็ไม่ได้ราบรื่น ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ

ด้วยโชคชะตา พรหมลิขิต ความบังเอิญ หรือแรงพลังของอะไรก็ตามแต่ ได้ทดสอบความอดทนกับเขามาหลายครั้งหลายครา บางครั้งก็ต้องเจอกับพายุฝนซัดกระหน่ำ ที่ต้องอดทนจนกว่าจะถึงวันที่ท้องฟ้ากลับมาสว่างสดใสอีกครั้ง หรือบางครั้งก็ต้องเรียนรู้ว่าการล้มลงบ้างก็ไม่ได้เป็นเรื่องแย่สักเท่าไร เพราะนั่นคือชีวิตที่มีทั้งความสุขและความผิดหวัง

เรื่องราวทั้งหมดทั้งปวงมันเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2536 ยุคที่เพลงไทยกำลังรุ่งเรืองขึ้นไปถึงจุดสูงสุด พร้อมๆ กับความซ้ำซากจำเจที่กัดกินใจเราอยู่ จนทำให้คนฟังเพลงจริงจังเรียกร้องผลงานที่แตกต่างจากเพลงกระแสหลัก ชื่อของ บอย โกสิยพงษ์ เริ่มฉายแสงออกมาเล็กๆ จากเพลง ลมหายใจ ที่อยู่ในอัลบั้ม Volume 10 ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ (Mr. Z)

จนกระทั่งอัลบั้ม Rhythm & Boyd ผลงานแบบเต็มตัวครั้งแรกของเขาถูกปล่อยออกมา ในจังหวะที่คนฟังเพลงเริ่มมองหาอะไรใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากเพลงแนวอัลเทอร์เนทีฟร็อก อัลบั้มนี้กล้าฉีกทุกความคุ้นเคยของเพลงไทยในตอนนั้นทิ้งไปจนหมด ตั้งแต่การให้นักร้องทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าเข้ามาสลับกันร้อง อีกทั้งยังถือเป็นงานเพลงอาร์แอนด์บีแบบเต็มตัวจริงๆ ครั้งแรกในบ้านเรา ซึ่งไม่ได้มีมาแค่กลิ่นบางๆ เหมือนก่อน

เพลง ฤดูที่แตกต่าง (Seasons Change) ฮิตถล่มทลายติดชาร์ตยาวนานหลายเดือน พร้อมกับแจ้งเกิดศิลปินที่หลายสำนักยกย่องว่าเป็น ‘ตัวจริง’ อย่าง นภ พรชำนิ, ‘ต๊งเหน่ง’ – รัดเกล้า อามระดิษ, ‘น้อย’ – กฤษดา สุโกศล แคลปป์ หรือพาเราไปรู้จักอีกมุมหนึ่งที่ไม่ได้มีแค่ความเป็นร็อกสตาร์ของ ‘ป๊อด’ – ธนชัย อุชชิน

จากความสำเร็จถึงขีดสุด แฟนเพลงสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงขึ้นลงในชีวิตของเขาได้ จากผลงานทั้งสามอัลบั้มของเขา Rhythm & BoydSimpliffiied และ Million Ways to Love Part 1 บรรยากาศของการต่อสู้ดิ้นรน ก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุด

แล้วก็ตามมาด้วยความวิตกกังวลหวาดกลัวภายในใจเมื่อได้ไปยืนอยู่บนจุดนั้น ความผิดพลาดที่เกิดจากความลำพองใจในความสำเร็จที่ได้มา จนกระทั่งมาถึงจุดคลี่คลายและลงตัว เมื่อเขาเรียนรู้ว่าชีวิตของคนนั้นมีทั้งความสุขสมหวัง และกลับมารู้จักตัวเองอีกครั้ง

เรื่องราวเหล่านั้นถูกเล่าผ่านคอนเสิร์ต BOYdKO 50th #1 Rhythm & BOYd Concert และ BOYdKO 50th #2 Simpliffiied The Concert ที่ผ่านมา ก่อนที่เราจะได้ไปพบกับบทสรุปของคอนเสิร์ตไตรภาคของ บอย โกสิยพงษ์ ใน BOYdKO 50th #3 Million Ways to Love Part 1  บทสนทนาต่อไปนี้คือมุมมองของชายที่เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต และส่งต่อความรักไปยังทุกคน เพื่อทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วมนุษย์นั้นเกิดมาเพื่ออะไร

คุณได้แต่งเพลงที่ยอดเยี่ยมไว้มากมาย อยากรู้ว่าคุณรู้ตัวได้อย่างไรว่าคุณเกิดมาเพื่อแต่งเพลงพวกนี้ เทียบกับคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ยังไม่พบจุดประสงค์ของชีวิตตัวเอง

ไม่แปลกหรอกที่หลายคนจะเป็นแบบนี้ ลองจินตนาการดูว่าถ้าอยู่ดีๆ เราเกิดมาเป็นทารกอยู่บนดาวอังคาร แล้วก็ไม่มีใครมาบอกเราว่าจุดประสงค์ของการอยู่บนดาวอังคารคืออะไร เราก็โตมาพร้อมกับการมองเห็นว่าก้อนหินกองนี้สวยดี ต้องเก็บเอาไว้ก่อน

เดี๋ยวคงเอาไปทำอะไรได้ พอเก็บไปเก็บมาได้สักพัก ก็เกิดเป็นความรู้สึกว่านี่แหละคือจุดประสงค์ ฉันต้องเก็บ ฉันต้องโกย ต้องให้ตัวฉันก่อน เพราะนี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ เราไม่มีหนังสือคู่มือติดตัวตอนเกิดว่าทั้งหมดนี้เพื่อที่เราจะมาทำอะไรบนโลกใบนี้

แต่สำหรับผม ผมมีหนังสือคู่มือให้กับตัวเองนั่นคือไบเบิล ซึ่งเป็นคู่มือในการดำรงชีวิตอยู่ และบอกว่ามนุษย์เราเกิดมาเพื่ออะไร เราเกิดมาเพื่อกันและกัน (One another) เราไม่ได้เกิดมาเพื่อตัวเราคนเดียว เราเกิดมาเพื่อรักคนอื่น พอรักคนอื่นแล้วสิ่งที่ต้องทำก็ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่ต้องทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนอื่น และคนอื่นๆ ก็จะทำประโยชน์เพื่อกันและกันต่อไปเรื่อยๆ นั่นคือสิ่งที่จะทำให้คนบนโลกนี้อยู่ร่วมกันได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าคนอื่นเขาจะทำอะไรๆ เพื่อเรา และจะรู้ได้อย่างไรว่าความรักที่เราให้ไป คนอื่นเขาต้องการ

ไม่รู้หรอก ไม่มีทางรู้ว่าใครต้องการเราหรือเปล่า ผมรู้แค่ว่าโลกนี้ต้องการความรัก ซึ่งไม่ใช่จากผมด้วย ไม่ใช่ผมคนเดียว แต่ต้องการจากกันและกัน อย่างเวลาผมเดินไปไหนมาไหน ได้พบเจอกับใครๆ ก็ตาม ผมจะยิ้มและทักทายเขา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มักจะถูกเมินเฉย เช่น คนเปิดประตู รปภ. พนักงานทำความสะอาด เพราะผมจะรู้ว่าพวกเขามักจะถูกเดินผ่าน ผมอยากยิ้มแล้วก็พูดจาทักทาย หรือพูดขอบคุณพวกเขาบ้าง เพื่อให้พวกเขารู้ว่ามียังมีคนที่ให้ความสำคัญกับเขาอยู่นะ และเมื่อทำแบบนี้ไปทุกๆ ครั้ง

เมื่อเราได้เจอกันอีกเขาก็จะยิ้มให้ผมกลับมา และจะต้อนรับผมอย่างดี เมื่อเราแสดงความรักให้กันและกัน เราก็จะได้รับความรู้สึกดีกลับมาเหมือนกัน ทั้งที่เราไม่ต้องให้สตางค์หรือมอบสิ่งของอะไรแก่กันเลย ลองทำดู แล้วคุณจะรู้สึกถึงความสุขจากรอยยิ้มที่จริงใจเวลาที่ได้เจอใครๆ พอเริ่มต้นทำได้แบบนี้ ต่อไปเราก็จะส่งต่อไปยังคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ตัวหรือคนที่ต้องร่วมงานด้วย

เวลาดึกๆ ถ้าไถไปบนหน้าจอโซเชียลมีเดีย เราจะเห็นว่าผู้คนต่างร่ำร้อง ครวญคราง เรียกหาความรักกันเต็มไปหมด อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนในตอนนี้อ้างว้างกันเหลือเกิน

เมื่อคนขาดความรักหรือไม่ได้รับความรักแบบที่เป็นจำนวนยอดไลก์หรือคนที่เข้ามาชื่นชม ก็จะเกิดเป็นพลังงานลบ แล้วเขาก็จะเอามาเขียนสเตตัสที่เป็นพลังงานลบเพื่อไปสร้างแรงกระเพื่อมให้กับคนที่เขาอยากบอก ซึ่งคนคนนั้นก็ไม่อยากจะเห็นอะไรอย่างนั้น ทำให้ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นกับตัวคนเขียน และพลังงานลบเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเติบโตต่ออย่างรวดเร็ว

 

บอย โกสิยพงษ์

 

ด้วยประเด็นเรื่องความรักนี้ จึงเป็นต้นกำเนิดของค่ายเพลง LOVEiS ตั้งแต่เมื่อ 14 ปีที่แล้วใช่ไหม อยากรู้ว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมา จักรวาลความรักของคุณขยายตัวไปขนาดไหนแล้ว

ก็ยังคงขยายออกไปเรื่อยๆ ผมชอบเปรียบเทียบกับถ่านหุงข้าวก้อนแดงๆ ถ้ามันอยู่ก้อนเดียวลำพัง มันอาจจะแดงไปได้สักพัก แป๊บเดียวก็มอด แต่ถ้าถ่านหลายก้อนมาอยู่รวมกัน บางก้อนมอดไปบ้าง แต่บางก้อนยังแดงอยู่ มันก็จะผลัดกันมอด ผลัดกันแดง

ก็จะช่วยส่งเสริมให้เกิดพลังร่วมกันได้ งานทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำจึงไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว พวกเราพยายามปลูกความคิด ปลูกความหวังลงไปในใจของคน ผ่านบทเพลงหรือผ่านการที่พวกเราไปพูดตามโรงเรียน ตามมหาวิทยาลัย ตามสำนักงานต่างๆ เพื่อให้เกิดเครือข่ายของการปลูกความหวังด้วยกัน

แต่มันก็เป็นธรรมดาเหมือนกับเวลาเราปลูกต้นไม้ ก็จะมีบางต้นขึ้นงอกงาม บางต้นไม่ขึ้น อยู่กับว่าเราปลูกลงไปในดินแบบไหน ถ้าเรายังไม่หยุดเสียอย่าง ยังไงๆ ก็มีความหวังว่าอีก 20 ปี หรือ 30 ปี ก็ต้องมีบ้างสิ สิ่งที่เราปลูกไว้จะเติบโตและออกดอกออกผล มีคนนำไปปลูกกันต่อ ในทุกวันนี้ก็คือผลผลิตของอดีต  เราได้เก็บเกี่ยวผลพวงของความเกรี้ยวกราด ความชั่วร้าย ความเกลียดชัง ก็เพราะในอดีตเราได้เพาะปลูกความเกลียดชัง ความชั่วร้าย ความเกรี้ยวกราดเอาไว้

วันนี้คนถึงได้เกลียดกัน ด่ากัน เอะอะอะไรก็ใส่กันเต็มๆถ้าเรามัวแต่ปล่อยให้ต้นไม้แบบนั้นเจริญเติบโต แล้วก็นั่งบ่นไปเรื่อยๆ ว่า โอ๊ย! ทำไมโลกโหดร้ายจัง เราก็จะเป็นได้แค่คนที่ขี้บ่น แต่ถ้าเราปลูกความรัก ความเมตตา เราก็จะมีความหวัง สามารถคาดหวังได้ว่าน่าจะมีโอกาสได้เก็บเกี่ยวต้นแห่งความรักได้

การปลูกต้นแห่งความรักต้องรอเวลานานเกินไปไหมกว่าจะได้รับผลพวงของมัน การปลูกต้นไม้เกรี้ยวกราดน่าจะได้ผลตอบรับกลับมารวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอเนื้อหาในโซเชียลมีเดีย

แต่เกษตรกรรมมันก็เป็นเรื่องของความจริงนะครับ ไม่ใช่แค่เรื่องของความเชื่อ เพราะถ้าเป็นแค่ความเชื่อ มันก็มีเป็นบางช่วงเท่านั้น อย่างบางช่วงก็มีคนมาบอกเราว่ากินน้ำมันพืชดีกว่า พอมาถึงบางช่วงก็มีคนมาบอกว่ากินน้ำมันหมูดีกว่า หรือบางช่วงบอกว่าไม่ควรกินไข่เกินวันละฟอง

แต่พอมาถึงบางช่วงก็บอกว่ากินไข่เยอะๆ จะดี ความรู้ใหม่ๆ แบบนี้มันก็มาๆ ไปๆ แต่กฎของการเกษตรคือคุณปลูกอะไรก็จะได้เก็บเกี่ยวสิ่งนั้น นี่คือความแท้จริง ซึ่งความแท้จริงนี้ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าเราสามารถปลูกความรักและความหวังให้อนาคตได้

ถ้าเราปลูกวันนี้สัก 20 คน อย่างน้อยก็ต้องมีต้นอ่อนขึ้นมาสัก 10 ต้น ถ้าเราหมั่นรดน้ำพรวนดินก็คาดหวังได้ว่ามันจะต้องออกดอกออกผล เราจึงต้องอดทนรอได้เพราะมีความมั่นใจ และต่อไปก็จะมีคนมาช่วยกันปลูกเยอะๆ ไม่อย่างนั้นโลกก็จะมีแต่ต้นไม้ที่ผิดเต็มไปหมด

ทำไมสภาพสังคมในตอนนี้จึงเอื้อให้ต้นไม้เติบโตไปแบบผิดทิศผิดทาง

มันเป็นเพราะเรื่องของเวลา เวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในโลกนี้ คุณมีเงินเท่าไรก็ซื้อเวลาไม่ได้ แล้วตอนนี้ทุกอย่างมันเร็วไปหมด เราพยายามที่จะเร่งเวลา และทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้นตามใจของเรา พอเร่งมากๆ ก็เหมือนเราพยายามใช้เวลาให้จำกัดลง

อยากใช้เวลาน้อยแต่ได้ผลมาก ผลพวงที่นึกไม่ถึงจึงตามมา  เหมือนเราใส่ปุ๋ยอย่างหนัก ใส่สารเคมีอย่างหนัก เพื่อให้ต้นไม้รีบโต ให้ไก่รีบอ้วน แน่นอนว่าสารพิษต่างๆ ก็ตกค้างอยู่ในของพวกนี้ แล้วเราก็กินมันเข้าไป เราต้องรับสภาพว่าสิ่งที่เรากินอยู่มีสารพิษปนเปื้อนอยู่ด้วย ก็เหมือนกับที่เราใช้ชีวิต ถ้าเราใช้ชีวิตให้ทุกอย่างต้องเร่งรีบได้ดั่งใจ ก็จะมีของเสียตามมาแล้วเราก็ต้องรับมันไปด้วย

คุณเคยเล่าว่าตอนที่ทำอัลบั้ม Rhythm & Boyd ก็มีช่วงที่เกือบจะยอมแพ้ รู้สึกว่าถอดใจอยู่เหมือนกัน อะไรที่ทำให้ความมั่นใจในการทำงานเสื่อมถอยลงในตอนนั้น

เพราะทุกอย่างมันเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตอนเด็กๆ ผมดูการ์ตูน ไอ้มดแดง พอถึงช่วงการต่อสู้ท้ายเรื่อง พระเอกกำลังเพลี่ยงพล้ำใกล้จะไม่รอดแล้ว แล้วทางช่องก็ตัดจบให้ไปดูตอนต่อไปอาทิตย์หน้า โอ้โห! กว่าจะได้ดูต่อ ผมต้องมานั่งลุ้นว่าไอ้มดแดงจะตายไหม

ซึ่งก็ต้องอดทนรอ แต่คนเรารู้สึกไม่ค่อยอดทนรออะไรมากขึ้นเรื่อยๆ อยากดูตอนจบ ก็รูดแถบไทม์ไลน์ด้านล่างคลิปไปตอนท้ายได้เลย ดังนั้น ผมว่าเราต้องฝึกที่จะรอคอยให้มากขึ้น เพราะการรอคอยเป็นอุปนิสัยอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราทำงานอะไรก็ตามไปพร้อมกับคนอื่น

ซึ่งมันก็คือการอยู่กับความเป็นจริง ขนาดเราปลูกต้นไม้ยังต้องรอเป็นสิบปี กว่าต้นไม้จะโตออกดอกออกผลให้เราเก็บเกี่ยว ถ้าอยากจะปลูกอะไรในวันนี้แล้วเอาผลพรุ่งนี้เลย คุณก็ปลูกได้แค่ถั่วงอกอย่างเดียวแล้วล่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

Back To Top